อาการขาหลังใช้งานไม่ได้อย่างเฉียบพลันในแมว อาจไม่ได้เกิดจากปัญหากระดูกหรือระบบประสาทเสมอไป เพราะในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการไหลเวียนเลือด เช่น Feline Aortic Thromboembolism หรือ FATE เช่นเดียวกับกรณีของ “น้องไพลิน” ที่ถูกพามาพบสัตวแพทย์หลังไม่สามารถใช้ขาหลังทั้งสองข้างได้อย่างกะทันหัน
จุดเริ่มต้นของเคส
เจ้าของพาไพลินมาพบสัตวแพทย์ หลังสังเกตว่าน้องไม่สามารถใช้ขาหลังทั้งสองข้างได้อย่างกะทันหัน เมื่อทำการตรวจร่างกายเพิ่มเติม พบว่าขาหลังมีอุณหภูมิเย็นกว่าปกติ และบริเวณปลายเท้าเริ่มเปลี่ยนจากสีชมพูเป็นสีม่วงคล้ำ
อาการดังกล่าวทำให้ทีมสัตวแพทย์สงสัยว่า อาจมีความผิดปกติของการไหลเวียนเลือดไปยังขาหลัง แต่ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องแยกสาเหตุจากโรคระบบประสาท กระดูกสันหลัง หรือความผิดปกติอื่น ที่สามารถทำให้แมวไม่สามารถใช้ขาหลังได้เช่นกัน
- ขาหลังทั้งสองข้างใช้งานไม่ได้อย่างเฉียบพลัน
- ขาหลังมีอุณหภูมิเย็นผิดปกติ
- ปลายเท้าเปลี่ยนจากสีชมพูเป็นสีม่วงคล้ำ
การตรวจวินิจฉัย
สัตวแพทย์เริ่มจากการตรวจร่างกาย ประเมินระบบประสาท อุณหภูมิของขา สีบริเวณปลายเท้า และตรวจชีพจรบริเวณหลอดเลือดแดงที่ขาหลัง
มีการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสมของผู้ป่วย รวมถึงการประเมินการไหลเวียนเลือดด้วย Vascular Doppler และการตรวจอื่น ๆ เพื่อช่วยแยกสาเหตุจากโรคระบบประสาท กระดูก หรือกระดูกสันหลัง
เนื่องจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันในแมว สามารถพบร่วมกับโรคกล้ามเนื้อหัวใจได้ สัตวแพทย์จึงพิจารณาประเมินหัวใจเพิ่มเติมด้วย Echocardiogram ตามข้อบ่งชี้ของผู้ป่วย
FATE คืออะไร?
Feline Aortic Thromboembolism คือภาวะที่ลิ่มเลือดหลุดเข้าสู่ระบบไหลเวียน และไปอุดตันหลอดเลือดแดง
ในแมว ตำแหน่งที่พบได้บ่อย คือบริเวณส่วนปลายของหลอดเลือดแดงใหญ่ ก่อนจะแยกไปเลี้ยงขาหลัง เมื่อเลือดไม่สามารถไหลผ่านไปยังบริเวณดังกล่าวได้ตามปกติ กล้ามเนื้อและเส้นประสาทบริเวณขา จะได้รับเลือดและออกซิเจนลดลงอย่างรวดเร็ว
จึงอาจพบอาการตั้งแต่ ขาอ่อนแรง ไม่สามารถขยับขา ขาเย็น ชีพจรบริเวณขาลดลงหรือคลำไม่ได้ รวมถึงมีอาการเจ็บปวดรุนแรง
ภาวะนี้พบสัมพันธ์กับโรคกล้ามเนื้อหัวใจในแมวได้บ่อย โดยแมวบางตัวอาจไม่เคยแสดงอาการของโรคหัวใจ ให้เจ้าของสังเกตเห็นมาก่อน
หากแมวเดินไม่ได้หรือขาหลังอ่อนแรงอย่างกะทันหัน ขาเย็นผิดปกติ ปลายเท้าซีดหรือม่วง หรือแสดงอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง ควรเข้ารับการตรวจโดยเร็ว และไม่ควรรอดูอาการเองเป็นเวลานาน
แนวทางการรักษาของไพลิน
หลังได้รับการวินิจฉัย ไพลินเข้ารับการดูแลแบบผู้ป่วยใน เพื่อให้ทีมสัตวแพทย์สามารถติดตาม การไหลเวียนเลือด ความเจ็บปวด การทำงานของขาหลัง และภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิด
การดูแลประกอบด้วยการรักษาตามภาวะของผู้ป่วย การควบคุมความเจ็บปวด การใช้ยาตามข้อบ่งชี้ เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดเพิ่มเติม รวมถึงการประเมินโรคหัวใจ หรือความผิดปกติอื่นที่อาจพบร่วม
ระหว่างการรักษา มีการติดตามการไหลเวียนเลือดบริเวณขาหลัง สีและอุณหภูมิของปลายเท้า ชีพจร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง
การรักษา FATE ไม่ได้ใช้แนวทางเดียวกันในแมวทุกตัว การเลือกใช้ยา สารน้ำ และการรักษาโรคหัวใจที่พบร่วม จำเป็นต้องพิจารณาจากภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย
การเปลี่ยนแปลงระหว่างการรักษา
ไพลินเข้ารับการดูแลที่โรงพยาบาลประมาณ 1 สัปดาห์ และระหว่างการรักษา เริ่มพบการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น
- เริ่มตรวจพบชีพจรบริเวณขาหลังกลับมา
- สีของปลายเท้าเริ่มกลับมาเป็นสีชมพู
- ไพลินเริ่มสามารถขยับขาหลังได้เล็กน้อย
เมื่ออาการโดยรวมคงที่ ไพลินสามารถกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้าน พร้อมการใช้ยาตามแผนของสัตวแพทย์ การเฝ้าติดตามอาการ และการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง
ประมาณ 1 เดือนครึ่งต่อมา
หลังผ่านการรักษา การพักฟื้น และการทำกายภาพอย่างต่อเนื่องประมาณ 1 เดือนครึ่ง ไพลินสามารถกลับมาใช้ขาและเดินได้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ผลการรักษาของไพลินเป็นผลของผู้ป่วยรายนี้โดยเฉพาะ ไม่ได้หมายความว่าแมวทุกตัวที่เป็น FATE จะมีการฟื้นตัวในลักษณะเดียวกัน
พยากรณ์โรคขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความรุนแรงของการขาดเลือด จำนวนขาที่ได้รับผลกระทบ โรคหัวใจที่พบร่วม และภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยแต่ละราย
สิ่งที่อยากให้เจ้าของแมวจำจากเคสนี้
อาการขาหลังใช้งานไม่ได้อย่างกะทันหัน ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดจากกระดูก หรือระบบประสาทเพียงอย่างเดียว เพราะความผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือด เช่น FATE ก็สามารถทำให้เกิดอาการในลักษณะเดียวกันได้
หากแมวมีอาการเดินไม่ได้กะทันหัน ขาเย็น หรือสีปลายเท้าเปลี่ยน ควรได้รับการตรวจโดยสัตวแพทย์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และวางแผนการดูแลให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
เอกสารอ้างอิง
-
Merck Veterinary Manual.
Arterial Thromboembolism in Dogs and Cats.
อ่านเอกสารอ้างอิง -
Luis Fuentes V, et al.
ACVIM consensus statement guidelines for the
classification, diagnosis, and management
of cardiomyopathies in cats.
Journal of Veterinary Internal Medicine. 2020.
อ่านเอกสารอ้างอิง
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจหัวใจในสัตว์
หากสัตวแพทย์ตรวจพบความผิดปกติของหัวใจ หรือมีข้อบ่งชี้ในการประเมินเพิ่มเติม Echocardiogram สามารถช่วยประเมิน โครงสร้างและการทำงานของหัวใจได้
